Art

จักรพันธุ์ โปษยกฤต :

โดยส่วนตัวผมชอบงานจิตรกรรมของท่านมาก
หญิงสาวในภาพเขียนของท่านมีความงดงาม
อ่อนช้อย
อ่อนหวาน พิมพ์ใจ
ท่านเป็นคนที่ชอบวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก
วาดทุกเวลาที่ว่าง
ท่านได้เก็บเปลือกหอยมาวาดรูปหน้าของหญิงงามลงไป
ท่านเก็บกล่องขนมปังมาทำเป็นโรงละครขนาดจิ๋ว
ตั้งแต่ยังเยาว์วัยเป็นเด็กที่มีลักษณะกริยาอ่อนช้อยออกไปทางผู้หญิง
หญิงงามหลายคนในภาพเขียนของท่านมีหน้าตาละม้ายคล้ายผู้เขียนภาพมาก
หากแม้ตัดไฝที่คางด้านซ้ายของท่านออกไป
ก็จะพบว่าเหมือนท่านเอาตัวของท่านเองไปอยู่ในงานจิตรกรรมนั้น


รูปที่นำมาให้ชมกันผมเลือกเอาแต่รูปหญิงสาวของ อ.จักรพันธุ์
*(ขออนุญาติ อ.จักรพันธุ์ เพื่อเป็นการเชิดชูผลงาน
ไม่ได้จงใจหรือเจตนา ละเมิดลิขสิทธิ์ภาพวาด)


ชื่อศิลปิน จักรพันธุ์ โปษยกฤต นามปากกา ศศิวิมล
วันเดือนปีเกิด 16 สิงหาคม 2486
สถานที่เกิด กรุงเทพฯ
การศึกษา 2511 : ศิลปบัณฑิต สาขาจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร
เกียรติประวัติ2510:เกียรตินิยมอันดับ2เหรียญเงินการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 17
2512 :เกียรตินิยมอันดับ2เหรียญเงินการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 19
2514 :เกียรตินิยมอันดับ2เหรียญเงินการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 20
2515 :เกียรตินิยมอันดับ2เหรียญเงินการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 21
2517 :เกียรตินิยมอันดับ2เหรียญเงินการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 22
2543 :ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์

คำสัมภาษณ์ อ.จักรพันธุ์ บางส่วนจากหนังสือ ไปยาลใหญ่

- กับคนที่ชอบท้อแท้ มีอะไรจะแนะนำไหม
ไม่ควรจะท้อเลย ผมเจอจะเอาน้ำสาด ผมไม่ชอบคนท้อแท้ คือมีได้นิดเดียว
ให้ท้อได้วันนึงสองวัน แล้วควรจะรีบเลิกเลย คือถ้าจะรำคาญ เซ็ง
หยุดซักแป๊บนะครับ แล้วควรจะขจัดให้หมด ไม่ใช่ท้ออยู่นั่น
เป็นข้อแก้ตัวมากกว่า ที่จริงอาจจะขี้เกียจก็ได้
- ถ้าเป็นอาจารย์จะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น
ฮื่อ เปลี่ยนไปเลย ผมไม่เซ็งอยู่นาน เรื่องจะไม่เคยเซ็งไม่เคยท้อเลยนี่
ก็จะอวดตัวว่าวิเศษ เราก็มีบ้าง แต่มันไม่นานหรอก คนที่เป็นอย่างนี้
ผมว่าเป็นอารมณ์ที่ไม่ควรเก็บไว้ รีบเลิกแล้วเปลี่ยนเครื่องรับเลย
ถ้าเกิดท้ออยู่นาน แสดงว่าเราผิดปรกติแล้ว เราต้องเป็นคนขี้เกียจ
หรือไม่มีความสามารถอะไร คือหาเรื่องท้อมาแก้ตัว
คนเราไม่ควรท้อหรืออกหัก หรือผิดหวังอะไรกันอยู่มากมาย


- ในเรื่องงาน อาจารย์เคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็นแค่ช่างเขียน
เดี๋ยวนี้ไม่เรียกช่างเขียนแล้ว เพราะมีคนเอาอย่าง (หัวเราะ)
เมื่อก่อนนี้ใครๆ ก็บอกว่า ตัวเองเป็นศิลปิน ผมบอกว่า ฉันไม่เป็น
ฉันเป็นช่างเขียน เดี๋ยวนี้ใครๆ
ก็มาเป็นช่างเขียนกันหมดผมไม่เป็นแล้ว ผมจะเป็นศิลปิน (หัวเราะ)
เพราะทำได้หลายอย่าง เป็นนักเขียนเรื่องด้วย
เชิดหุ่นด้วย ไม่ใช่เป็นแค่ช่างเขียน... เอ้าจริงๆ
- เขามาอย่างนี้ เราก็ไปอีกอย่าง
ไม่เอาแล้ว เดี๋ยวนี้ใครก็บอกตัวเองเป็นช่างเขียน โอ๊ย ไม่เอาแล้ว
ไปไปมามาคนจะมาหาว่าผมเป็นคนตั้งสกุลช่าง ผมบอกผมไม่ได้ตั้ง
คือเมื่อก่อนทุกคนเซ็นชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ผมเซ็นชื่อเป็นภาษาไทย
ไอ้วันที่ เดือน ปี บางทีผมก็เซ็นเป็นเลขไทยบางทีก็เป็นเลขฝรั่ง
แต่ยี่สิบปีหลังนี่ ผมจะเซ็นเป็นภาษาไทยทั้งหมด เชื่อไหม
เด็กรุ่นหลังเซ็นภาษาไทยหมด เหมือนผมเปี๊ยบ บางทีลายเซ็นก็ยังคล้ายผม
ประเภทตามรอยผม แล้วคนก็มาล้อผมว่า จักรพันธุ์ไปย้อมสมองเค้า
ผมบอกเปล่าเลย เป็นการเผยแผ่บารมี (หัวเราะ)


- จะสร้างงานสักชิ้นต้องมีอารมณ์ไหม
บางครั้งมันต้องฝืนเหมือนกันนะ ทำตามอารมณ์อยู่เสมอมันคงไม่ได้
บางทีมันก็ต้องฝืนบ้าง... เหมือนอย่างเรา ไม่อยากไปงานศพอย่างนี้
แต่พ่อเพื่อนตาย เราก็ต้องฝืนไป ไม่ใช่ฝืนซังกะตายหน้างอไปนะ
ผมทำไม่เป็น เมื่อฝืนแล้วก็ไปอย่างเต็มใจ ทำดีที่สุดในช่วงนั้น
- ฝืนกับอยากทำนี่ งานออกมาต่างกันมากไหม
ฝืนอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ อย่าไปถามผลนะฮะ พูดถึงความสนุกสนานเวลาทำนี่
อะไรที่เราอยากทำแล้วได้ทำ มันย่อมสนุกกว่า แต่ผลนี่บอกไม่ได้เลย
ว่าอะไรมันจะออกมาดีกว่ากัน
- กับงานแต่ละชิ้น อาจารย์มีมาตรฐานว่าต้องอย่างนี้ อย่างนี้ไหม
มีมาตรฐานว่าต้องทำให้ดีที่สุด ถ้ารับทำแล้วผมจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
จะออกมาเลวอย่างไรก็ไม่ใช่เพราะเราหย่อนฝีมือหรอก เพราะเราทำได้แค่นั้น
- คิดว่าตัวเองใช้ชีวิตคุ้มค่าไหม
ก็คุ้ม ผมไม่รู้สึกว่าไม่คุ้มในแง่ไหน ถ้าจะพูดกันอย่างทางโลก
เค้าไปโน่นไปนี่ทำอะไรต่างๆ ผมไม่เคยสัมผัส ขนาดอายุจะ 50 แล้ว
เทียบกับคนอื่นอาจจะว่าผมไม่คุ้ม แต่ผมไม่รู้สึกอย่างนั้น
ถ้าเป็นทางโลกอาจจะแหม... ทำไมไม่ไปล่ะฮ่องกงเพื่อช็อปปิ้ง
ไม่เอา ไม่อยากไป ไม่รู้สึกว่าไปแล้วเราคุ้ม
เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ ผมรู้สึกว่าผมคุ้ม... คุ้มนะ อยากทำอะไรก็ได้ทำแล้ว
ได้เขียนรูป ได้เขียนหนังสือ ได้เล่นหุ่น ได้ทำตุ๊กตาหรืออะไรอย่างนี้นะฮะ
ไอ้สิ่งที่คนอื่นเค้าคิดว่าผมควรจะทำ แต่ผมไม่อยาก ผมก็ไม่ทำ
จะว่าไม่คุ้มไม่ได้


- สิ่งต่างๆ ที่อาจารย์เขียน มาจากประสบการณ์ชีวิตหรืออะไร
ก็ประสบการณ์ บางครั้งอาจไม่ใช่ความคิดของเราทั้งหมด
อาจเป็นของเพื่อนสนิท ของลูกศิษย์ หรือของใครที่อยู่ในแวดวงนั้นๆ
ถ้าเค้าพูดเข้าที เราอาจจะยืมความคิดนั้นมา สำนวนนี่ผมยังจดเลย
คุยกับใครถ้าเข้าทีรีบจดเลย เดี๋ยวลืม
สำนวนบ้าๆ กวนๆ ใครจะไปคิดเองได้หมด
ใช่ไหมฮะ บางทีเค้าพูดมา ได้ดี เก๋ไก๋ ผมรีบจด บอกขอยืมหน่อย
- ศศิวิมลนี่เป็นตัวอาจารย์มากที่สุด
เมื่อก่อนไม่ค่อยเป็น เมื่อก่อนมันเป็นนามปากกาที่คนไม่รู้จัก แหม...
เป็นสิบยี่สิบปีแล้ว ตอนที่ผมเริ่มเขียน เพราะฉะนั้นมันก็ยังอ่อนอยู่
บางทีจะเขียนอะไรเราก็ต้องระวัง เมื่อผมหยุดไปและเริ่มเขียนใหม่
คนก็รู้แล้วว่าเป็นใคร รู้จักอาชีพ รู้อะไร ผมจะ
ไม่ค่อยกลัวที่จะเป็นตัวของตัวเอง ผมจะเป็นได้มาก
จะด่าใครก็ด่าเลย ถือว่าแก่แล้ว จะว่าจะค่อน
เมื่อก่อนยังต้องระวัง เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว

เวปไซด์ที่เกี่ยวข้อง
http://www.chakrabhand.com/
http://www.rama9art.org/chakrabhand/index.html