วันนี้มาแนะนำหนังสือ
ร้อยเพลงแห่งความโดดเดี่ยว โดย ตรัย ภูมิรัตน
หนังสือชุด
The Young Blood ลำดับที่ 019
สำนักพิมพ์
a day



ตัดมาจาก ส่วนหนึ่ง
Chapter 4
กลับมาได้หรือเปล่า
วิภว์ บูรพาเดชะ

ถึงจะสงสัยอยู่ไม่วายว่าตัวเองจะเป็นนักแต่งเพลงต่อไปหรือจะลองเป็นนักร้องออกอัลบั้มอีกทีดี แต่บอยก็ยังเป็นเด็กผู้ชายธรรมดาคนเดิมที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ รู้แต่เพียงว่า ณ ปัจจุบันเขามีความสุขก็เพียงพอ และถ้าไม่มีความสุข เขาก็จะมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ความสุขรออยู่

และเมื่อพูดถึงความสุข หลายๆ ครั้งเรานึกถึงคำว่า เพื่อน

ในท่านกลางชีวิตแบบเรื่อยๆ และกลางๆ ของบอยเขาจึงมีเพื่อนอยู่ไม่น้อย

ช่วงที่อยู่เบเกอรี่มิวสิคนี่เอง เจอร์รี่ก็ชวนบอยมาทำค่ายเพลงชื่อ Undertone Records ด้วยกัน โดยมีตัวตั้งตัวตีคือไก่ (ธนาวัฒน์ ส่งวัฒนา) แห่งวง Nose Candy ที่เป็นเพื่อนของเจอร์รี่อีกที, โป้ และยังมีเพื่อนๆ ของพวกเขาอีกหลายคนร่วมหุ้น

เพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ กลายเป็นกลุ่มเพื่อนเดียวกันร่วมทำธุรกิจด้วยกัน

ตอนนั้นบอยสนุกกับการทำค่ายเพลงเล็กๆ ของตัวเองมาก เนื่องจากทางฝั่งโปรดักชันมีคนทำงานหมดแล้ว บอยจึงอาสาช่วยในด้านโปรโมชัน โดยมีชื่อตำแหน่งว่า ครีเอทีฟเซอร์วิส!

จากที่เคยจับปากกาเขียนเพลงจนคล่องแคล่วที่เบเกอรี่ มิวสิค พอมารับงานที่นี่อีกทาง บอยก็เริ่มขยับปากกามาเขียนข่าวประชาสัมพันธ์และข้อมูลศิลปิน

ผ่านโรงเรียนในชีวิตมาก็หลายแห่ง ตั้งแต่เซนต์คาเบรียล, มหาวิทยาลัยรังสิต, มิวสิคบั๊กส์, เบเกอรี่มิวสิค จนมาถึงอันเดอร์โทน เรคอร์ดส ...ที่แห่งนี้กลายเป็นโรงเรียนสอนทำธุรกิจให้กับบอย

เขาเริ่มเรียนรู้สึกซึ้งในเรื่องการประชาสัมพันธ์ในมุมที่มองจากบทบาทเจ้าของค่ายเพลงบ้าง เมื่อย้อนเวลากลับไปตอนที่เป็นศิลปินใหม่ๆ ความเขินอายเวลาต้องไปสัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ มักเป็นตัวการทำให้เกิดเป็นความขี้เกียจ บางทีบอยก็หาเรื่องอ้างไม่อยากไปสัมภาษณ์ที่โน่นที่นี่ จนมาวันนี้เขาถึงเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้มันจำเป็นสำหรับทุกฝ่ายเพียงใด

ถ้าศิลปินไม่เป็นที่รู้จัก ไม่ได้หมายเพียงว่างานเพลงจะเป็นที่รู้จักได้น้อยลงเท่านั้นแต่มันยังทำให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ไม่มีผลงาน ยังทำให้คนในค่ายเพลงลำบากไปด้วย เพราะที่สุดแล้วทุกๆ คนในค่ายเพลงก็ต้องพึ่งพายอดขายของงานเพลงทั้งนั้น

นอกจากคนในวงดนตรีที่ต้องมี "ทีมเวิร์ก" กันเองแล้วคำว่า "ทีมเวิร์ก" ยังควรจะรวมเลยไปถึงคนในค่ายเพลงอีกด้วย

แต่อย่างที่ใครๆ ห้ามไว้ว่าอย่าทำธุรกิจกับเพื่อน ด้วยความที่เพื่อนๆ แต่ละคนในอันเดอร์โทน เรคอร์ดส ก็ไม่ค่อยมีประสบการณ์ทางธุรกิจนัก พอผ่านงานไป 2-3 ชุดก็เริ่มพบกับความจริงที่น่าขมขื่น

ไม่ใช่ทุกครั้งที่ความฝันจะกลายเป็นจริง

และวันที่พวกเขารู้ว่าความฝันนี้ก็เป็นอีกฝันที่น่าจะเป็นจริงได้ยาก ก็คือวันที่มีเงินอยู่เหลือติดบัญชีของบริษัทอยู่เพียง 5 บาท!

ถึงแม้ว่าถ้ารออีกหน่อย ก็คงจะมีเงินจากยอดขายเทปที่วางอยู่ตามแผงต่างๆ เข้ามาเติมในบัญชีอีก แต่มันก็คงไม่ได้ดูดีขึ้นสักเท่าไหร่

การประชุมผู้ถือหุ้นครั้งสำคัญเกิดขึ้นในที่สุด เพื่อนเก่า เพื่อนใหม่นั่งๆ ยืนๆ รวมกัน ช่วยกันคิดหาทางออก

ตอนนั้นมีทางเลือกสองทางตกอยู่กลางวงประชุม คือหนึ่ง, เมื่อได้เงินจากการขายเทปรอบต่อไป ก็เอาเงินมาแบ่งกันตามจำนวนหุ้น แล้วปิดบริษัท

ทางที่สอง, คือเอาเงินที่เหลือมาลองทำอัลบั้มอีกสักชุดเป็นอัลบั้มที่อยากทำ ทำเพื่อทิ้งทวน

ในวันนั้นแม้ความเป็นจริงจำนวน 5 บาทจะมีให้เห็นอยู่ตรงหน้า แต่ความหอมหวานของความฝันยังมีพลังเหนือกว่าเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ตัดสินใจลองดูอีกสักครั้ง ถึงจะขาดทุนมากกว่านี้ แต่คราวนี้ความสุขก็คงมีเต็มเปี่ยม

"ให้เจอร์รี่ทำแล้วกัน" บอยเสนอไอเดีย ซึ่งเป็นเพราะว่าเจอร์รี่เป็นหุ้นหลักๆ ที่มีฝีมือทางดนตรีดี แต่ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในนาม อันเดอร์โทน เรคอร์ดส เสียที

ไม่รู้ว่าในใจของเจอร์รี่อาจคิดแย้งความเห็นของบอยหรือเปล่า หรือนึกเขินเพื่อนๆ ที่จะทำงานของตัวเองเป็นงานทิ้งทวนหรือไม่ แต่ในใจของบอยน่าจะนึกถึงคำพูดที่เจอร์รี่เคยบอกเขาไว้ตอนที่แนะนำให้เดินไปหาพี่บอยที่สยามสแควร์

ถ้าไม่ลองวันนี้ ก็อาจไม่รู้อีกเลยว่าจะทำได้ไหม... ในที่สุด, เจอร์รี่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลโปรเจกต์นี้พวกเขาตั้งชื่องานที่จะทำด้วยกันชุดนี้ว่า 2 Days Ago Kids

คล้ายจะล้อเลียนตัวเองที่ไม่รู้จักโต และคล้ายจะให้ความสำคัญกับความฝันวัยเด็กที่ยังเหลืออยู่-คำว่า 2 Days Ago Kids ก็มีที่มาจากสำนวนภาษาไทยที่ว่า "เด็กเมื่อวานซืน" นั่นเอง



อัลบั้มชื่อ Time Machine ของ 2 Days Ago Kids มีเพื่อนเก่าใหม่มาร่วมกันเยอะแยะ ลองไล่รายชื่อดูก็มีตั้งแต่ เจอร์รี่, บอย แล้ว ยังมีโป้กับดูลย์ซึ่งมาในฐานะหุ้นส่วน, หนึ่ง กลับมาจากสมุย เอาเพลงของเขามาให้เจอร์รี่ฟัง และเพลง อยากให้คุณอยู่ ของหนึ่งเลยถูกเอาไปรวมโปรเจกต์ด้วย, วงโซฟา (ไบรอันเทพ วัยโทวิช และ จักรธร ขจรไชยกูล) ถูกชักชวนมาในฐานะเพื่อนร่วมงานเก่าของเจอร์รี่ตอนที่ยังเป็นวงพิกเซิล แล้วยังมี ก้อ (ณฐพล ศรีจอมขวัญ) จากวง P.O.P ซึ่งเป็นรุ่นน้องของเจอร์รี่ที่เบิร์กลีย์, มาตร (มาตรชัย มะกรูดทอง) ที่เป็นมือกลองของโป้ และนอ (นรเทพ มาแสง) ซึ่งเป็นศิลปินของอันเดอร์โทน เรคอร์ดส อยู่แล้ว

จากผู้คนจำนวนมากมายที่มาร่วมงานกัน จะเห็นว่าในฐานะโปรดิวเซอร์แล้ว เจอร์รี่คงต้องปวดหัวไม่เบา

ถ้ามีใครถามว่าหน้าที่ของบอยในตอนนั้นต้องทำอะไรบ้าง เขาจะหัวเราะสนุกแล้วตอบแบบจริงใจว่า "หน้าที่หลักๆคือผมต้องเป็นคนให้กำลังใจเจอร์รี่ครับ คอยบิลด์ไม่ให้มันแผ่วก็เลยต้องขลุกอยู่ที่บ้านเจอร์รี่ ช่วยแต่งเนื้อ แต่งทำนอง"

บอยมีส่วนร่วมในการแต่งเนื้อเพลงในอัลบัมนี้ 5 เพลง บางเพลงเขาแต่งทั้งหมด บางเพลงก็แค่ช่วยเกลา คือ Time Machine, อยากให้คุณอยู่, วันที่ใจซบเซา, นานแล้ว และเพลงสุดท้ายซึ่งกลายเป็นเพลงที่สร้างจุดเปลี่ยนให้ชีวิตบอยอีกหน ...คือเพลง กลับมา

ตอนที่แต่งเพลงนี้ บอยเพียงเขียนออกมาจากเรื่องจริงเขียนออกมาตรงๆ ด้วยความรู้สึกซื่อๆ จากใจ เป็นเพลงของความรักที่กำลังแตกสลาย ชายหนุ่มในเพลงเพียงพูดกับคนรับที่กำลังจากไปว่า "กลับมาได้หรือเปล่า" กลับมาหาฉันที่ได้ไหมคนดี..."

ไม่มีใครรู้ว่าคำตอบจากคนรักของชายหนุ่มในเพลงนี้จะเป็นอย่างไร แต่คำตอบจากคนฟังเพลงนั้นสะท้านกลับมาชัดเจน

ในช่วงแรกๆ ของการโปรโมตอัลบั้ม บอกกับเพื่อนๆต้องตระเวนไปเล่นโชว์ตามที่ต่างๆ เป็นอีกครั้งที่อาการกลัวเวทีกลับมาเกาะกุมหัวใจ การรอขึ้นเวทีคล้ายการรอเพื่อเดินเข้าเครื่องประหาร

ความรู้สึกนี้ค่อยๆ เปลี่ยนไป ตั้งแต่เวทีเล็กๆ ในมหาวิทยาลัยตอนที่พวกเขาเริ่มออกแคมปัสทัวร์ในเดือนเมษายน ไปจนถึงเวทีในงานแฟตเฟสติวัลครั้งแรกที่โรงงานยาสูบเก่า ไปถึงเวทีใหญ่ในคอนเสิร์ตของ 2 Days Ago Kids ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในเดือนตุลาคม 2544 ทุกครั้งที่บอยร้องเพลง กลับมา ออกไป ผู้ชมก็จะส่งเสียงร้องตามไปด้วยเสมอ จากเสียงที่ยังดังไม่ค่อยมากในเวทีแรกกลายมาเป็นเสียงกระหึ่มในเวทีหลังๆ

เพลง กลับมา ทำให้พื้นที่บนเวทีเป็นมิตรกับบอยมากาขึ้น เขาเริ่มมั่นใจกับการเป็นนักร้องของตัวเองมากกว่าเดิม

พอถึงสิ้นปี เพลงเพลงนี้ก็กลายเป็นเพลงที่ได้รับการขอให้ถูกเปิดมากที่สุดในคลื่นวิทยุ แฟต เรดิโอ และฮิตเวฟ!

ที่บอกเคยเฝ้าถามตัวเองว่า จะเป็นนักแต่งเพลงอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือจะมีโอกาสได้เป็นศิลปินอีกไหม?...

คล้ายจะมีคำตอบแล้ว



กลับมา
ศิลปิน
: 2 Days Ago Kids
อัลบั้ม
: Time Machine

เพิ่งจะรู้ วันฉันเอง รักเธอเท่าไหร่ ในวันที่เธอบอกฉันให้ทำใจ
ว่าจากนี้ เธอจะต้องไป รักของเราคงเป็นไปไม่ได้
โลกช่างดูเงียบงัน วันเหล่านั้นไม่อาจย้อนมา
วันนี้ไม่เหลือใคร มีแต่ตัวฉันและน้ำตา
จะต้องทำยังไง ให้เธอคืนกลับมาหา
ตอนนี้รู้แล้วว่ารักเธอมีค่า
...เหลือเกิน
*
กลับมาได้หรือเปล่า กลับมาหาฉันทีได้ไหมคนดี
หากว่าใจของเธอ ไม่ได้เปลี่ยนไป ก็ให้โอกาสฉันอีกจะได้ไหม
ได้โปรด อย่าทิ้งรักไปเลย
อาจจะจริง ที่ฉันเอง ยังไม่เข้าใจ จึงทำให้เธอผิดหวังและร้องไห้
อยากจะขอเธออย่าเพิ่มไป อย่าเพิ่งหมดหวังในตัวฉันได้หรือเปล่า
เมื่อก่อนนี้เคยมีเธอ คอยปลอบฉันเมื่อเจ็บช้ำมา
วันนี้ไม่เหลือใคร มีแต่ตัวฉันและน้ำตา
จะต้องทำยังไง ให้เธอคืนกลับมาหา
ตอนนี้รู้แล้วว่ารักเธอมีค่า
...เหลือเกิน (ซ้ำ*)
กลับมาได้หรือเปล่า กลับมาหาฉันทีได้ไหมคนดี
ต่อจากวันนี้ไป จะไม่ให้เธอผิดหวัง ให้โอกาสฉันอีก อีกสักครั้ง




การที่เพลงเพลงหนึ่งจะมีความหมายขึ้นมาได้ ผมคิดว่ามันจะต้องได้พูดความจริงอะไรออกมาสักอย่าง เพลงนี้เป็นเพลงที่ผมเขียนขึ้นมาเพื่อมอบให้ใครคนหนึ่งที่มีตัวตนจริงๆ ครับ แต่โดยจรรยาบรรณแล้ว เซนทราดี้ได้ตกลงกับตรัยว่า เราจะเก็บเธอคนนี้ไว้แค่ในเพลง เราจะไม่บอกว่าเธอคือใคร

แรกที่เขียนเพลงนี้ ตอนนั้นผมคิดจะแต่งให้เป็นเพลงสำหรับวงฟรายเดย์ เพราะว่าเราทำดนตรีกันที่ถ้ำเสือบ้านของคุณอดุลย์ และที่สำคัญ ผมอยากจะเป็นคนร้องเพลงนี้เองด้วย แต่ว่าช่วงนั้นดูวี่แววแล้วก็ไม่รู้ว่าฟรายเดย์จะได้มาทำงานร่วมกันอีกเมื่อไหร่ พอเหมาะพอดีกับที่เรามีโปรเจกต์ 2 Days Ago Kids ขึ้นมา เจอร์รี่จึงบอกผมว่าเอาเพลงนี้มาสิ ซึ่งผมก็เห็นดีเห็นงามด้วย แต่มีเงื่อนไขเดียวว่า ขอให้ผมได้เป็นคนร้องเพลงนี้นะ เพราะมันเป็นเพลงที่มีความหมายกับผมมาก

ด้วยความที่เนื้อหาของเพลงนี้ชัดเจนตรงไปตรงมา จึงทำให้ไปสะกิดโดนความรู้สึกของคนหลายคน ตอนที่ผมแต่งเพลงนี้ ผมใช้วิธีอยากจะพูดอะไรก็พูดลงไปในเพลง คล้ายการสารภาพบาป โดยที่ผมไม่ได้แต่งทำนองไว้ก่อนล่วงหน้าครับ แต่ว่าแต่งคำร้องทำนองไปพร้อมๆ กับคิดคอร์ดและเมโลดี้เลย คือค่อยๆ ร้องประโยคที่อยากพูดไปเลย

สุดท้าย เมื่อเพลงนี้สำเร็จเสร็จออกมา ผมก็ไม่รู้ว่าเพลงมันได้ทำหน้าที่ของมันแล้วหรือยัง แต่ว่าถ้อยความทั้งหลายได้เดินทางออกจากหัวใจผมไปแล้ว บทสรุปที่เป็นคำถาม ก็ยังคงทิ้งไว้แค่ในบทเพลง และยังคงไม่มีคำตอบกลับมา

จะอย่างไรก็ดี สำหรับตัวผมแล้ว เพลงนี้ก็เป็นเหมือนกับสะพานที่พาให้ผมได้ไปพบกับทุกคน ทำให้เราได้ร้องเพลงด้วยกันและก็ได้สร้างเรื่องราวใหม่ๆ กับความทรงจำใหม่ๆ ขึ้นมากมายเลยใช่ไหมครับ

********************
คงไม่ต้องบรรยายอะไรมากนัก
ไม่ว่าคนฟังเพลงคออินดี้ หรือไม่คออินดี้
ก็คงเคยผ่านหูกันมาพอสมควร กับบทเพลงนี้ กลับมา
ผมชอบหนังสือเล่มนี้หลายๆอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบรูปเล่มที่สวยงาม
หรือจะเป็นภาพประกอบที่มาจากเจ้าของงานเพลงจริง
หรือจะเป็นการนำเสนอ หนังสือเพลงในรูปแบบใหม่

ได้เห็นบรรยากาศแต่ละบทเพลง บอกเล่าวิธีคิดเพลง
ไม่บ่อยครับที่เราได้เห็น หนังสือดีๆอย่างนี้


อย่าให้มันเหมือนเพลงหนึ่งของอพาร์ตเม้นต์คุณป้า ที่บอกว่า
"
ฟังเพลงเดิมๆ ที่เรารู้จักแต่ไม่รู้ความหมายของมัน"

edit @ 11 Jan 2008 20:52:32 by dj-indy.exteen

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

ชอบเพลงนี้มักมากคะ
เคยเอาเพลงนี้ไปง้อแฟนด้วยละsad smile
Hot!

#1 By inLove on 2008-01-10 20:37

ซื้อแล้วครับ
ชอบหนังสือเล่มนี้มากเลย
ผมอ่านจบไปหลายรอบแล้ว

#2 By My Playground on 2008-01-10 21:17

แล้วพี่ที่เขียน block นี้เมื่อไรจะ กลับมา ล่ะค่ะsurprised smile

#3 By n.k. (58.8.34.214) on 2008-01-11 11:41

ง้อแฟนเหมือนกานนะแต่แฟนเขาขี้งอนอ่ะจะทำยังงัยล่ะ

#4 By n.k. (58.8.34.214) on 2008-01-11 11:47

อยากได้หนังสือมั้งจัง พี่เขียน block ซื้อมาเท่าไรหรอ จะได้ซื้อไปง้อแฟนให้แฟนอ่านนึกถึงเราบ้าง

#5 By n.k. (58.8.34.214) on 2008-01-11 11:51

อืม น่าสนใจหามาอ่านนะครับ

#6 By Ripley on 2008-01-11 19:47

ซื้อมาแล้วคะเล่มนี้ พร้อมลายเซ็นพี่บอยbig smile Hot!

#7 By mymemory on 2008-01-12 10:25

ชอบ!

#8 By inthebee on 2008-08-02 17:08

อืม... ชอบหนังสือเล่มนี้มากเหมือนกัน

ชอบ friday ชอบ 2 Days ago kids

แล้วก็ชอบพี่บอยด้วยค่ะ

#9 By thetimemachine on 2008-09-10 15:51

เล่มนี้เป็นหนังสือรักมากหนึ่งในสองเล่ม

#10 By หมื่นไมล์ on 2009-11-09 23:11