ในโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ หากจะหาใครสักคนหนึ่งที่สามารถผูกใจผู้คนเอาไว้ได้มากมาย
เราคงนึกชื่อต่างๆ ได้ไม่ถึง 100 ชื่อ แน่นอน บุคคลเช่นนี้หายากนัก...
แต่คนที่เรากำลังพูดถึงเป็นหนึ่งในบุคคลประเภทนั้น
เธอยังคงมีลมหายใจ เป็นตำนานที่ยังมีชีวิต
เป็นตำนานซึ่งผู้รักประชาธิปไตยและสันติภาพ
ทั่วโลกต่างพากันค้อมหัวคารวะให้ด้วยศรัทธา
เช่นเดียวกับประชาชนพม่าอีกนับสิบล้านคน....
ออง ซาน ซูจี

ในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ออง ซาน ซูจีจะมีอายุครบ 60 ปี



- 1 -

นับตั้งแต่เหตุการณ์วันที่ 8 เดือน 8 ปี 1988 (พ.ศ.2531)
หรือที่ชาวพม่ารู้จักกันดีในนาม 8-8-88 นั้น
ชื่อของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้ปรากฏขึ้นมาอย่างโดดเด่น
ในฐานะศูนย์รวมจิตใจและสัญลักษณ์อันสำคัญของการต่อสู้กับเผด็จการในพม่า
ซึ่งตอนนั้นอยู่ในคราบของ "พรรคโครงการสังคมนิยม"
ซึ่งปกครองประเทศมานานถึง 26 ปี
ปีนั้น ออง ซาน ซูจี วัย 43 ปีเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อดูแล ดอว์ ขิ่น จี มารดาที่กำลังป่วยหนัก
นับจากนั้น ความลงตัวของประวัติศาสตร์ ความเป็นลูกของนายพลอองซาน
(ผู้ปลดแอกพม่าจากการเป็นอาณานิคม) ภารกิจที่เธอตระหนักต่อแผ่นดิน
ซูจีเลือกต่อสู้อำนาจเผด็จการโดยเขียนจดหมายเปิดผนึกถึง
รัฐบาลเผด็จการทหารเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2531
อันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์หลังเกิดการปราบปรามประชาชนผู้ชุมนุมประท้วง
เพื่อขอให้ตั้งกรรมการอิสระแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป

ซูจีจึงร่วมกับสหายเก่าแก่ของบิดาและหนุ่มสาวรุ่นใหม่
จัดตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยหรือ "เอ็นแอลดี"
(National League of Democracy - NLD)
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2531 โดยตัวเธอดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค
เริ่มต่อสู้ทางการเมืองโดยใช้แนวทางสันติวิธีและการดื้อแพ่ง

หลังจากนั้น การเลือกตั้งทั่วไปในพม่าที่รัฐบาลทหาร
จัดก็มีขึ้นโดยมีพรรคการเมืองนับร้อยทั่วประเทศส่งตัวแทนลงชิงชัย
การเลือกตั้งครั้งนั้นนำชัยชนะมาสู่พรรคของเธออย่างงดงาม
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2533 ชนิดว่าที่นั่งกว่าร้อยละ 70
ในสภาในขณะนั้น เป็น ส.ส. จากพรรค NLD
แต่จะมีใครรู้บ้างว่าขณะที่พรรค NLD
ทำการต่อสู้และหาเสียงในการเลือกตั้งช่วงสุดท้ายหลังวันที่ 20 ก.ค.2532
จนได้รับชัยชนะนั้น ออง ซาน ซูจี กลับโดนกักบริเวณ
พร้อมกับมีการจับกุมสมาชิกพรรค NLD จำนวนมากไปขังไว้ที่คุกอินเส่ง
ซึ่งถ้าเอามาตรฐานสากลวัด
นี่คือการจัดการเลือกตั้งที่แปลกประหลาดที่สุดในโลกครั้งหนึ่ง
ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้สนับสนุนของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลต้องถูกจับขังคุก
แม้จะอยู่ในระหว่างการเลือกตั้ง

รัฐบาลสลอคไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่ประชาชนทั่วประเทศตัดสิน
พร้อมทั้งถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ

จนในที่สุดรัฐบาลสลอคก็ยื่นข้อเสนอให้ซูจีออกนอกประเทศไปใช้ชีวิตกับครอบครัว

ขณะที่อีกด้านก็ทำการปราบปรามจับกุมสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี

รวมถึงผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นตัวแทนอย่างถูกต้องจากการเลือกตั้งอย่างหนัก

เมื่อซูจีปฏิเสธ จึงโดนกักตัวอีกครั้งภายในบ้านพักโดยเพิ่มระยะเวลาเป็น 5 ปี
(คำสั่งเดิม 3 ปี) ก่อนจะบวกเพิ่มอีกหนึ่งปีในภายหลัง สิริรวมทั้งหมดจึงกลายเป็น 6 ปี

ปี 2534 คณะกรรมการโนเบล ก็ได้ประกาศให้เธอได้รับ
"รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ"
ซูจีไม่มีโอกาสรับรางวัลนี้ด้วยตัวเอง อันเนื่องจากถ้าออกนอกประเทศแล้ว
จะไม่สามารถกลับพม่าได้อีกเลย แต่ลูกชายของเธอคืออเล็กซานเดอร์และคิม
ก็ได้เดินทางไปรับรางวัลแทนโดยถือภาพถ่ายของมารดาขึ้นสู่เวที
ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ระหว่างโดนกักตัว ซูจีปฏิเสธข้อเสนอทุกอย่างจากรัฐบาลพม่า
เธอเคยเล่าสภาพชีวิตช่วงถูกกักบริเวณครั้งแรก
ให้นักข่าวต่างประเทศฟังช่วงหลังจากได้รับการปล่อยตัว (ปี 2538) ดังนี้

"ดิฉันไม่ยอมรับสิ่งใดจากทหารเลย
บางครั้งดิฉันแทบจะไม่มีเงินพอที่จะซื้ออาหารรับประทาน
ทำให้ร่างกายดิฉันอ่อนแอมาก ผมของดิฉันร่วง
ดิฉันอ่อนแอจนไม่สามารถลุกจากเตียงได้ ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว
หัวใจดิฉันเต้นแรงแทบหายใจไม่ออก
น้ำหนักของดิฉันลดจาก 106 ปอนด์เหลือเพียง 90 ปอนด์
ดิฉันคิดว่าต้องตายจากเหตุที่หัวใจล้มเหลว ไม่ใช่เพราะอดอาหาร"

ระหว่างนั้นเธอได้ขายของในบ้านเพื่อนำมาเป็นทุนรอน
ในการใช้จ่ายจนเหลือเพียงเปียโนและโต๊ะอาหาร

ออง ซาน ซูจี ได้รับการปล่อยตัวครั้งแรกในวันที่ 10 ก.ค. 2538
ถูกกักบริเวณเป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2543 หลังจากได้รับอิสรภาพอยู่ระยะหนึ่ง

เธอได้รับอิสรภาพอีกครั้งในปี 2545 และถูกกักบริเวณครั้งที่สามในเดือนมิถุนายน 2546
โดย "สภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ"

วันนี้ ไม่มีใครทราบว่าเธอใช้ชีวิตอยู่อย่างไรภายใต้อิสรภาพที่ถูกจำกัด
บางคนบอกว่าเธอไม่มีทางต่อสู้ได้สำเร็จและอาจจะต้องติดอยู่ในบ้านพักของตนเองตลอดชีวิต
แต่สิ่งหนึ่งที่เธอบอกกับโลกในจดหมายจากพม่าก็สามารถเล่าถึงความเชื่อ
ความหวังของผู้หญิงคนหนึ่งกับประชาธิปไตยในพม่าที่ไม่เคยหมดได้ดี

เธอบอกกับโลกว่า ...." กำแพงคุกส่งผลสะเทือนต่อผู้ที่อยู่ภายนอกเช่นกัน "



- 2 -

ลองคิดดูว่าหากคุณผู้อ่านเป็นแม่คน มีสามีที่ป่วยหนักและต้องเสียชีวิต
โดยไม่มีโอกาสเห็นหน้าเป็นครั้งสุดท้าย
มีทางเลือกของชีวิตที่ดีกว่าการอดทนเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศที่ยากจนติดอันดับโลก
เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศที่มีรัฐบาลเผด็จการทหารที่คร่ำครึที่สุดในโลก
คุณจะทำสิ่งนี้ต่อหรือไม่?

การเรียกร้องประชาธิปไตยที่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่อยู่อีกหรือ
หลังเวลาผ่านมาเนิ่นนานถึง 17 ปี
แต่ผู้หญิงคนนี้ เลือกที่จะสู้ต่อไป

แต่ถ้าสมมติว่ามันต้องเกิดกับครอบครัว เราจะพบว่าเพศแม่หลายคนยอมเสียสละ
เพื่อครอบครัว สามีและบุตร กรณีของซูจีเมื่อสามีกับบุตรไม่สามารถมาเยี่ยมได้
จนที่สุดสามีเสียชีวิตในต่างแดน อองซานเลือกอยู่กับประชาชน เลือกอยู่พม่า
ไม่กลับไปหาครอบครัวตัวเอง ผมคิดว่านี่คือความยิ่งใหญ่ในอีกมิติหนึ่ง"

- 3 -

"สิ่งที่ทำสำเร็จคือการที่เธอได้ยืนหยัดและยืนยันแนวทางความคิดของตนเอง...
ความจริงเธอจะไปก็ไปได้ แต่เธอก็เลือกที่ไม่ไป
เพราะฉะนั้นเธอทำสำเร็จในการทำให้ประชาชนเชื่อมั่นใน
สิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย 'ออง ซาน ซูจี'
ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ประชาธิปไตยในพม่าเท่านั้นหากเป็นของโลกด้วย"

สิ่งที่เราทำได้ในขณะนี้ก็คือ
ช่วยกันเผยแพร่สิ่งที่เธอกำลังพยายามเพื่อประเทศชาติและประชาชนอันเป็นที่รักของเธอ
เพราะเราเชื่อว่าคุกอาจสามารถกั้นอิสระทางกายได้

"กำแพงคุกส่งผลสะเทือนต่อผู้ที่อยู่ภายนอกเช่นกัน"

----------------------
ที่มา: http://www.manager.co.th/